Results 1 to 5 of 5

กระทู้: มาดู บัวหิมะ กัน

  1. #1
    ORBEA's Avatar
    สมัครเมื่อ
    Feb 2012
    Location
    Udonthani
    ตอบกลับ
    2,898
    Post Thanks / Like

    มาดู บัวหิมะ กัน

    ขอ คัดลอก มาฝากนะครับ จำไม่ได้แล้ว เอามาจากไหน

    ต้องขอขอบคุณท่านเจ้าของ บทความดังกล่าวด้วยครับ


    บัวหิมะ


    บัวหิมะได้มาเลี้ยงตอนสงกรานต์ ได้มาฟรีมีคนให้ เขาเอามาจากพระธิเบต แต่ต้องเลี้ยงเกิน 7 วันก่อนถึงแจกคนอื่นได้ เขาแนะนำระหว่างล้างพูดว่า "อยู่เย็นเป็นสุข"ไปด้วย
    ด้วยความเสียดายน้ำที่ล้างไม่ทิ้งเอาใส่ถังไปไว้อาบ เดี๋ยวนี้เป็นเจ้าหญิงนะคะ อาบน้ำนม(บัวหิมะ) อิอิ
    แปลกนะน้ำบัวหิมะจะเย็นกว่าน้ำปกติทั่วไปคะ เย็นเหมือนน้ำหิมะ สมชื่อละมั้ง

    ส่วนที่ทึ่งมาแล้วถึงสรรพคุณ ประสบด้วยตัวเองขนาดเลี้ยงไม่ถึงอาทิตย์เลย
    หมาที่บ้านเจอหมาจรจัดลอบกัดแผลแหวะหวะชนิดต้องต้องเดิน 3 ขานอนซมเลย เพราะเลือดไหลออกมากเป็นลิ่มเลยละ
    เลยเอานมที่ใช้เลี้ยงบัวหิมะให้หมากิน ไม่กี่ชม. งง กันเลย มันหายเดิน 4 ขาปกติ แถมวิ่งได้เหมือนไม่เกิดไรขึ้นเลยนะ แผลก็สมานเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ

    ยังไม่พอน้องเจอท่อไอเสียมอเตอไซด์ลวกเอา มันว่าโม้เลยเอามาลอง คือเอาตัวบัวหิมะนิดนึงทา
    ก็ไม่นานเท่าไหร่แผลหายปวดแสบปวดร้อน เพราะปกติถ้าเจอลวกแบบนี้นะจะปวดแสบร้อนเป็นอาทิตย์เลย เพราะบัวหิมะมีฤทธิ์เป็นยาเย็น

    ปัจจุบันนี้เอามาล้างหน้า หน้าเกลี้ยงขึ้นเยอะสิวหาย ฝ้าไม่มี ผิวเนียนนุ่มขึ้น
    เวลาเป็นแผลก็เอามาทาแผลก็หายปวดและแผลหายเร็ว
    เอามาดื่มภูมิแพ้ชอบเป็นหวัดก็ไม่ค่อยเป็น เวลาเป็นร้อนในก็กินมันทั้งตัวนิดนึงกับน้ำบัวหิมะก็หายเป็นร้อนใน
    ที่เลี้ยงมาจัดว่าคุ้ม ประหยัดค่าครีมบำรุงผิวและค่ายาเวลาไม่สบายได้เยอะเลย



    การเลี้ยงและการดูแล

    เมื่อได้รับมาครั้งแรก จะมีสภาพซึ่งแช่อยู่ในนมแล้ว ให้นำมากรองแยกนมออกจากเห็ด
    โดยวิธีการกรองให้ใช้อุปกรณ์การกรองที่ไม่ใช่โลหะโดยเด็ดขาด
    ดื่มนมที่ได้จากการกรองซึ่งประมาณ 8 ออนซ์ หลังจากนั้นให้ทำความสะอาดเห็ดโดยให้น้ำไหลผ่านจนสะอาดแล้วบิดให้แห้งแล้วใส่ลงไปในแก้วพลาสติก
    แล้วใส่นมเข้าไปประมาณ 8 ออนซ์แช่ไว้ 24 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิห้องแล้วนำมากรองเพื่อจะดื่มเหมือนดังที่ได้มาตอนแรก

    ซึ่งนมที่ได้มาขณะนี้ได้เปลี่ยนมามีรสชาติเปรี้ยวและมีคุณสมบัติเปรียบเสมือนยา
    ดื่มทุกวันก่อนนอนเป็นเวลา 20 วันและหยุดพักการดื่มเป็นเวลา 10 วัน และค่อยดื่มต่อวนเวียนไปเช่นนี้ในช่วงเวลาที่หยุดพักเป็นเวลา 10 วัน

    ณ วันนั้นบัวหิมะต้องได้รับการทำความสะอาดทุกวันเหมือนดังตอนที่เราทำก่อนนำไปกรอง โดยบัวหิมะประมาณ 2.5 ช้อนโต๊ะสามารถที่จะทำได้ 1 แก้ว

    ข้อควรจำ
    - บัวหิมะจะโตขึ้นเป็น 2 เท่าทุก ๆ 18 วัน ห้ามแช่เย็นเพราะจะเป็นการหยุดการเติบโตของบัวหิมะ แต่ไม่ตาย
    - ห้ามไม่ให้บัวหิมะโดนโลหะ
    -ใช้ที่กรองพลาสติกใช้แก้วกระเบื้องห้ามใช้โลหะ
    การดูแลรักษาบัวหิมะได้ดี
    ให้มีความสะอาดย่อมจะทำให้สุขภาพของผู้ดื่มนมที่แช่บัวหิมะดีตามไปด้วย เนื่องจากจะได้นมที่สะอาดและมีคุณภาพสำหรับดื่ม

    สรรพคุณ
    1. สร้างความสมดุลของภูมิต้านทานในร่างกาย
    2. ช่วยให้ตับ, ม้ามแข็งแรง
    3. ช่วยรักษากระเพาะ และลำไส้
    4. ทำให้ความดันโลหิตเป็นปกติ
    5. ป้องกันการขยายตัวของมะเร็ง
    6. ทำให้ร่างกายเป็นปกติ ลดความเครียด ช่วยบรรเทาความเหนื่อย
    7. ช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ และช่วยลดคอเรสเตอรอล
    8. ช่วยละลายนิ่ว
    9. สร้างสารปฏิชีวนะในร่างกาย เพื่อช่วยให้การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
    10. รักษา ช่วยให้ตับ และระบบการขับถ่ายดีขึ้น
    11. ประกอบด้วยสารต่าง ๆ ที่ร่างกายต้องการ

    ความเป็นมาของสรรพคุณ
    อาจารย์ทางด้านยาจากมหาวิทยาลัยพยาบาล GLEIVITZ ในโปแลนด์ ได้นำมาสู่ยุโรปจากเอเชีย โดยในขณะที่ทำงานที่อินเดีย และธิเบต

    เขาป่วยด้วยโรคมะเร็งตับ พระที่ธิเบตได้นำมาให้เขากินเพื่อรักษาอาการป่วยของเขา หลังจากนั้น 18 เดือนเขาสามารถหายป่วย
    ก่อนจะเดินทางกลับเขาจึงขอเห็ดนี้จากพระรูปนั้น พระรูปนั้นจึงได้ให้เขามาเป็นของขวัญ

    คุณภาพของนมเปรี้ยว (บัวหิมะ)
    pH = 3.7
    ความเป็นกรด (% กรดแลคติก) = 1.6%
    Reducing sugar (แลคโตส กูลโครส หรือ กาแลคโตส) = 1.02%
    โปรตีน = 3.2%
    บางครั้งการทำถูก ก็ไม่ใช่เป็นการทำสิ่งที่ถูก



    ffxcom.multiply.com

  2. #2
    ORBEA's Avatar
    สมัครเมื่อ
    Feb 2012
    Location
    Udonthani
    ตอบกลับ
    2,898
    Post Thanks / Like
    ขอร้องให้ปฏิบัติ 3 ข้อ ต่อไปนี้คือ
    1.เลี้ยงบัวหิมะให้ดี จะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง
    2.ห้ามจำหน่ายเด็ดขาด
    3.ถ้าเลี้ยงแล้วเจริญเติบโตมีมากเกินความต้องการ โปรดแจกจ่ายให้ญาติและมิตรสหาย


    วิธีเลี้ยงบัวหิมะ

    ใช้นมสดรสจืด 1 กล่อง ประมาณ 250 c.c (8 1/2 ออนซ์) ไม่ต้องแช่ตู้เย็น
    1.แช่บัวหิมะไว้ในนมสด 250 c.c นานประมาณ 24 ชั่วโมง บัวหิมะจะเปลี่ยนนมสดให้เป็นโยเกิร์ต
    2.ใช้กระชอนกรองน้ำนมนั้นมาดื่ม (ควรดื่มทันที ไม่ควรตั้งทิ้งไว้นาน)
    3.ดื่มก่อนนอนขณะท้องว่าง ดื่มติดต่อกันนาน 20 วัน แล้วให้หยุดพัก 10 วัน
    4.ล้างบัวหิมะด้วยน้ำสะอาดเบา ๆ จนสะอาด (หากจำเป็นอาจใช้มือสัมผัสเบา ๆ ได้) แล้วเทคืนสู่ภาชนะเดิม แช่ด้วยนมสดใหม่ 250 c.c ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง
    5.ระหว่างพัก 10 วัน ให้ล้างบัวหิมะทุกคืน เติมนมสดรสจืด ทุกครั้ง
    6.ให้เลี้ยงบัวหิมะในภาชนะแก้ว หรือพลาสติกเท่านั้น ห้ามใช้ภาชนะที่เป็นโลหะทุกชนิด เก็บในห้องที่มีอุณหภูมิปกติ
    7.บัวหิมะจะเพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 2 เท่า ภายในเวลา 18 วัน (ประมาณที่พอเหมาะคือ สองช้อนครึ่ง)

    ต้องเปลี่ยนนมทุกวัน เพราะ ถ้าไม่เปลี่ยนความเปรี้ยวของนม มันจะไปกัดตัวมันได้ใช้นม 1 กล่องต่อการเปลี่ยนนม 1 ครั้ง

    ตัวบัวหิมะกินได้ ถ้ามันเยอะเกินไป แต่ถ้าจะให้ดี อย่ากินเลยมันโตยาก

    ถ้าบัวหิมะตาย นมจะไม่ค่อยเปลี่ยนสภาพ คือไม่ค่อยหนืด ทั้งที่มีปริมาณมาก
    และตัวบัวหิมะจะแข็ง ๆ ปกติถ้าตัวบัวมากไป นมจะเปรี้ยวมาก เพราะฉนั้น ต้องแจกจ่าย หรือเอาออกบ้าง

    ความเปรี้ยวจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ใช้ในการหมักเป็นหลัก
    ระยะเวลาในการหมักที่เหมาะสม คือ 12 - 72 ชั่วโมง ยิ่งหมักนานเท่าไหร่ก็จะยิ่งเปรี้ยวมากเท่านั้น ถ้าเปรี้ยวเกินไป ก็ลองลดเวลาที่หมักดู
    ปริมาณของบัวหิมะมากเกินไป แบ่งบัวหิมะออก หรือเติมนมให้เยอะขึ้นก็ได้

    ลักษณะก่อนกรอง มันจะดูเหมือนโยเกิร์ต จะมีกลิ่นเปรี้ยวอยู่แล้ว แต่จะไม่เหมือนกลิ่นเปรี้ยวแบบนมเสีย คือ ถึงมันจะเปรี้ยว แต่มันไม่ได้เสีย ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

    เปรี้ยวแค่ไหนก็ทานได้ ขึ้นอยู่กับว่า ตัวเราจะทนทานได้รึเปล่าเท่านั้นเอง เลี้ยงไว้ที่ไหนก็ได้ แต่ว่าเลี้ยงไว้ในอุณหภูมิห้องจะดีที่สุด

    บัวหิมะกิน lactose ที่อยู่ในนมเป็นอาหาร แล้วก็จะปล่อยอากาศออกมา เลยเห็นเป็นฟอง ๆ เป็นเรื่องปกติ นมไม่ได้เสีย
    บางครั้งการทำถูก ก็ไม่ใช่เป็นการทำสิ่งที่ถูก



    ffxcom.multiply.com

  3. #3
    ORBEA's Avatar
    สมัครเมื่อ
    Feb 2012
    Location
    Udonthani
    ตอบกลับ
    2,898
    Post Thanks / Like
    คำแนะนำ

    1. บัวหิมะธิเบต หรือ คีเฟอร์ เป็นพืชตระกูลเดียวกับ “เห็ด” และ “ยีสต์”

    2. นมหรือโยเกิร์ตที่ได้จากการเพาะเลี้ยงบัวหิมะนี้ มีรสและกลิ่นเปรี้ยว ไม่ใช่นมบูด แต่มีกระบวนการย่อยสลายเหมือนกับการบูดของอาหาร
    ต่างกันที่จุลินทรีย์ที่ใช้หมักบัวหิมะนี้ เป็นจุลินทรีย์ที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย กินแล้วไม่ท้องเสีย

    3. ตอนที่ได้รับบัวหิมะมาในวันแรก ๆ (ในช่วงประมาณ 1 สัปดาห์แรก) ปริมาณจะยังมีน้อยอยู่ ให้ใส่นมแค่พอท่วมปิดหมด ไม่ต้องใส่นมหมดกล่อง
    เพื่อให้เมล็ดบัวหิมะได้มีเวลาปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ และไม่บอบช้ำจนเกินไป

    4. จะดื่มทุกวันก็ได้ ไม่ต้องเว้น 10 วัน (อันนี้แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละคน)

    5. นำโยเกิร์ตที่ได้มาพอกหน้า ประมาณ 30 นาที (หรือรอจนหน้าแห้ง) ทุกคืนก่อนนอน แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า (ไม่ต้องล้างด้วยสบู่) จะทำให้หน้าเนียน ขาว ใสขึ้น รู้สึกผิวเรียบเนียนละเอียดขึ้น สิวก็หาย เนื่องจากโยเกิร์ตบัวหิมะมีคุณสมบัติช่วยรักษาแผลและสมานผิว

    6. บางครั้งหากใช้โยเกิร์ตบัวหิมะพอกหน้าแล้วรู้คันยิบ ๆ ในบางจุด นั่นไม่อันตราย แต่แสดงว่าผิวหนังบริเวณนั้น เป็นสิว แห้งลอก
    ซึ่งอาการคันนี้หมายถึงการที่กรดผลไม้และวิตามินต่างๆกำลังเข้าไปช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และสมานผิวให้หายเป็นปกติ เมื่อสิวหายแล้วอาการคันนี้จะหมดไป

    7. ถ้าหากระชอนกรองที่เป็นพลาสติกไม่ได้ แนะนำให้ใช้กระชอนช้อนปลา

    8. ไม่จำเป็นต้องล้างบัวหิมะด้วยน้ำทุกวัน เพราะคลอรีนจะทำลายการเจริญเติบโตของบัวหิมะ

    ไม่จำเป็นต้องล้างน้ำเลย พอกรองโยเกิร์ต ออก ก็เทนมใหม่ ใส่ต่อได้เลย (แต่ควรล้างภาชนะที่ใส่ด้วยนะ) จะทำให้บัวหิมะโตเร็วมาก
    เหมือนกับการเลี้ยงปลา ที่ต้องใส่น้ำเดิมของมันลงไป และการย้ายต้นไม้ ก็ต้องใส่ดินเดิมของมันลงไปด้วยเช่นกัน ถ้าหากต้องการล้างจริง ๆ ให้ใช้น้ำกลั่น หรือน้ำที่ปลอดสารคลอรีน

    9. หากต้องการหยุดใช้ หรือไม่อยู่บ้าน 2-3 วัน ให้ใส่นมแค่พอปิดท่วมเม็ดบัวหิมะ แล้วแช่ตู้เย็นช่องแช่เย็นธรรมดาไว้

    10. หากต้องการหยุดใช้ หรือไม่อยู่บ้าน เกินกว่า 4-5 วันขึ้นไป ให้ล้างบัวหิมะด้วยน้ำให้สะอาด ผึ่งให้แห้งหมาด ๆ ไม่ต้องใส่นม แล้วแช่ช่องฟรีซ (ช่องแช่แข็ง)ในตู้เย็น เพื่อหยุดการเจริญเติบโตของบัวหิมะชั่วคราว และเป็นการป้องกันไม่ให้เสียด้วย จะเก็บได้เป็นเดือนเป็นปีเลย

    11. หากแช่เย็นแล้ว เมื่อกลับมาใช้อีกครั้ง ให้นำไปล้างน้ำเพื่อให้หายแข็ง ทิ้งไว้ให้อุณหภูมิอุ่นขึ้น แล้วค่อยใส่นม

    12. นมโยเกิร์ตที่กรองออกมาแล้ว ที่ดีที่สุดควรดื่มทันที แต่ถ้าอยากเก็บไว้ดื่มตอนหลัง สามารถนำไปแช่เย็นเก็บไว้ได้ 2-3 วัน


    13. หากใครกินแล้วท้องไส้ปั่นป่วน นั่นไม่ได้แปลว่าคุณแพ้บัวหิมะ
    แต่แสดงว่าร่างกายของคุณมีโรคหรือสารพิษตกค้าง ซึ่งอาการปั่นป่วนคืออาการที่บอกว่า บัวหิมะนี้กำลังช่วยให้ร่างกายคุณขับไล่สารพิษนั้น
    เพื่อให้รู้สึกดีขึ้นให้ลดปริมาณการกินในช่วงแรกไปก่อน เพราะร่างกายของแต่ละคนอาจต้องใช้เวลาปรับตัวไม่เท่ากัน
    บางครั้งการทำถูก ก็ไม่ใช่เป็นการทำสิ่งที่ถูก



    ffxcom.multiply.com

  4. #4
    ORBEA's Avatar
    สมัครเมื่อ
    Feb 2012
    Location
    Udonthani
    ตอบกลับ
    2,898
    Post Thanks / Like
    - มีสรรพคุณหลักคือ รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ไฟไหม้ตามร่างกาย อีกทั้งยังสามารถรักษาผิวพรรณ ไม่ว่าจะเป็น ฝ้า ตกกระ กลาก เกลื้อน แมลงสัตว์กัดต่อย รวมไปถึง ฮ่องกงฟุต และริดสีดวงทวาร

    - เมื่อทาแล้วมันจะรู้สึกเย็นๆ
    แต่จะต้องใช้เวลาประมาณ หนึ่งอาทิตย์นะค่ะถึงจะเห็นผล คือช่วงแรกจะมีอาการเป็นเม็ดสีแดงๆขึ้นบริเวนใบหน้าและบริเวนที่ทา จากนั้นจะหายไปเองโดยเราจะต้องทาต่อเนื่องหนึ่งอาทิตย์ไม่ต้องแกะหรือเกาใด ๆ ทั้งสิ้น วิธีที่ใช้เหมือนเรานวดหน้า

    - นาน ๆ ไปบัวหิมะมันจะคล้าย ๆ ดอกกะหล่ำเลย แต่ว่านิ่ม ๆ เหมือนเห็ดหูหนู กลิ่นเหมือนนมธรรมดา แต่ว่ารสชาติเปรี้ยว

    - บัวหิมะ คือ ครีมที่ใช้ทาแผลผุผองจากความร้อน เช่นไฟลวก น้ำร้อนลวก ผื่นต่างๆ ริดสีดวง ฯลฯ ที่ทำให้คนไทยรู้จักเนื่องมาจากคราวเกิดรถแก๊สคว่ำที่ถ.เพชรบุรีมีคนถูกไฟลวกจำนวนมาก ทางจีนได้นำยานี้มาให้ทา ปรากฏว่าอาการแผลไฟไหม้ดีขึ้น
    ได้ยินมาว่าทานบัวหิมะแล้วจะทำให้มีลูกง่าย

    -ควรใช้นมชนิดใด? ชนิดของนมที่ดีที่สุด คือ นมแพะ เพราะนมแพะสามารถย่อยและดูดซึมได้ง่ายกว่านมวัว และค่อนข้างมีปัญหาการแพ้น้อยกว่า นมแพะมีความสมดุลกับร่างกายมนุษย์มากกว่านมแบบนั้นหายาก แต่ก็น่าจะลองหาซื้อดู อาจจะมีราคาแพง แต่ถ้าเทียบกันในระยะยาว ก็ถือว่าเป็นการลดค่ายาค่าหมอในการรักษาโรคในอนาคตได้ เพราะคุณจะได้รับผลคุ้มค่ากว่าเงินที่เสียไป

    - นมทุกชนิดใช้ทำโยเกิร์ตคีเฟอร์ได้ เช่น นมจากสัตว์ (แพะ, วัว, แกะ ฯลฯ), นมจากพืชตระกูลถั่ว (ถั่วเหลือง, ถั่วแดง ฯลฯ), นมจากพืชตระกูลข้าว (ข้าว, ข้าวบาร์เล่ย์ ฯลฯ), นมจากพืชตระกูลถั่วเปลือกแข็ง (อัลมอน, มะพร้าวหรือกะทิ ฯลฯ), นมจากพืชตระกูลเมล็ดเล็ก (ป่าน, ฟักทอง, งา ฯลฯ) แต่นมที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ นมวัว, นมแพะ และนมถั่วเหลือง

    - ทำโยเกิร์ตคีเฟอร์โดยใช้เครื่องดื่มชนิดอื่น ๆ
    เราสามารถทำคีเฟอร์ได้โดยใช้เครื่องดื่มที่ไม่ใช่นมได้หลากหลายชนิด แต่เครื่องดื่มนั้น ๆ จำเป็นจะต้องมีส่วนประกอบของน้ำตาลเพื่อให้เป็นอาหารแก่คีเฟอร์ด้วย

    คีเฟอร์ที่ทำจากน้ำผลไม้หรือน้ำที่มีรสหวานอื่น ๆ เรียกว่า “คีเฟอร์น้ำ” ทดลองทำคีเฟอร์ด้วยน้ำนมถั่วเหลืองยังต้องใช้เวลากว่า 1 สัปดาห์ในการปรับตัวเลย เพราะฉะนั้นคีเฟอร์แบบน้ำ คงยิ่งต้องใช้เวลามากกว่านั้นอีก
    ส่วนวิธีการเริ่มเปลี่ยนจากนมเป็นน้ำผลไม้หรือน้ำหวาน
    ใส่น้ำผลไม้หรือน้ำหวานในปริมาณน้อย ๆ ก่อน ในช่วงเริ่มต้น

    - จะเปรียบเทียบคุณค่าของแบคทีเรียและยีสต์ในคีเฟอร์แบบน้ำ กับคีเฟอร์ที่ผลิตออกขายทั่วไป
    1 โดยคีเฟอร์แบบน้ำ (น้ำผลไม้หรือน้ำหวาน) จะมีแบคทีเรียกรดแลคติค 13 ชนิด, สเตร็ปโต และ แลคโตค็อคซี 5 ชนิด, ยีสต์ 7 ชนิด - รวมทั้งหมด 25 พันธุ์

    2 เมื่อเปรียบเทียบกับคีเฟอร์แบบใช้นม ซึ่งมี แลคโตบาซิลี 18 สายพันธุ์, สเตร็ปโต และ แลคโตค็อคซี 9 ชนิด, แอคเซโทแบคเตอร์ 2 ชนิด, ยีสต์ 12 ชนิด รวมทั้งสิ้น มีแบคทีเรียและยีสต์ 41 สายพันธุ์

    สรุปแล้ว ทั้งคีเฟอร์แบบน้ำ และแบบนม ต่างก็มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายด้วยกันทั้งคู่ เพียงแต่คีเฟอร์แบบนมมีจุลินทรีย์หลากหลายชนิดกว่า แต่ทั้ง 2 แบบ ต่างก็มีส่วนสำคัญในกระบวนการเผาผลาญอาหารของมนุษย์เช่นกัน

    โดยมาก คีเฟอร์แบบนมเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้นมสัตว์ จึงมีความสมดุลกับร่างกายของมนุษย์ได้มากกว่า
    คนที่รับประทานมังสวิรัติด้วย ถือเป็นกรณียกเว้น ว่าไม่อาจดื่มคีเฟอร์จากนมได้

    - เปรียบเทียบคีเฟอร์กับโยเกิร์ต และบัตเตอร์มิ้ลค์
    คีเฟอร์มีคุณประโยชน์มากกว่าโยเกิร์ตและบัตเตอร์มิ้ลค์แน่นอน เพราะคีเฟอร์มีจุลินทรีย์ถึง 41 สายพันธุ์ ในขณะที่โยเกิร์ตมีเพียงแค่ 4 ชนิด และเพียง 2 ชนิดในบัตเตอร์มิ้ลค์

    คีเฟอร์ที่เพาะเลี้ยงในนมจะมีสีขาวเหมือนนม ส่วนคีเฟอร์ที่มีสีอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับสีของน้ำที่นำมาใช้เพาะเลี้ยงนั่นเอง ซึ่งความยืดหยุ่น และความหนาแน่นก็จะต่างกันไปด้วย

    คีเฟอร์สามารถรวมตัวเกาะกันเป็นกลุ่มก้อนได้ และสร้างเซลส์ผนังของตัวเองขึ้นมา หาก์ถูกแยกหรือทำให้ฉีกขาดออกจากกัน มันก็ยังสามารถรักษาตัวเองได้อีกด้วย

    -หากคีเฟอร์เล็กมากไม่ผิดปกติ เป็นธรรมชาติ มันอาจมีได้หลายขนาด ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม

    - คีเฟอร์ใหญ่เกินไป ห้ามตัดเด็ดขาด เพราะจะเป็นการทำร้ายโครงสร้างของมัน หากต้องการแบ่งให้เล็กลง ทำได้โดยการ ใช้มือดึงมันออกจากกันเบา ๆเพราะจะไม่เป็นการทำร้ายโครงสร้างของมัน มันจะยังมีสภาพเดิมที่ดีอยู่ เพียงแต่เล็กลงเท่านั้น

    - คีเฟอร์ บางครั้งอาจเหลวเละ ดูอืดบวม และไม่เป็นลักษณะแบบยางยืดเช่นเคย นั่นแสดงว่ามันไม่มีความสุข มันคงได้รับการดูแลและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น อุณหภูมิที่ผิดปกติ ปริมาณนมที่ใส่ เยอะเกินไป

    - คีเฟอร์กลายเป็นแผ่น ๆ ไม่เป็นเม็ดกลมเหมือนตอนแรก เป็นลักษณะแผ่น ๆ เหมือนในตำนาน ลักษณะคล้ายเห็ดหูหนูขาว หายากมาก ๆ แต่มันไม่ผิดปกติ เกิดจากการแผ่ขยายปกคลุมเมล็ดคีเฟอร์เล็ก ๆ ให้เป็นแผ่นเดียวกัน ในรูปทรงที่แปลกออกไป
    บางครั้งการทำถูก ก็ไม่ใช่เป็นการทำสิ่งที่ถูก



    ffxcom.multiply.com

  5. #5
    ORBEA's Avatar
    สมัครเมื่อ
    Feb 2012
    Location
    Udonthani
    ตอบกลับ
    2,898
    Post Thanks / Like
    ทริป ถ้าอยากดื่มง่าย รสชาติอร่อยขึ้น ก็ผสมกับเครื่องดื่มอื่น เช่น น้ำแดง น้ำรสผลไม้ ไอศครีม น้ำตาลสด

    วิธีนำนมบัวหิมะมาประยุกต์ทาน

    วิธีทำชีส(curd cheese)จากบัวหิมะ
    http://www.bloggang.com/viewdiary.ph...oup=9&gblog=95

    ไอศครีมนม(Ice Milk) ทำแบบง่าย ๆ
    http://www.bloggang.com/viewdiary.ph...oup=9&gblog=96

    วิธีทำชีสเค้ก แบบไม่ใช้เตาอบมีแค่ตู้เย็นก็พอ
    http://www.bloggang.com/viewdiary.ph...oup=9&gblog=97

    ชีสเค้ก(ไม่ใช้เจลาตินและเตาอบ)
    http://www.bloggang.com/viewdiary.ph...oup=9&gblog=99

    น้ำราซซี่
    http://www.bloggang.com/viewdiary.ph...up=9&gblog=108

    เบรคแฮม
    http://www.bloggang.com/viewdiary.ph...oup=9&gblog=40

    หน้าเค้กชีส,โอลีโอ
    http://www.bloggang.com/mainblog.php...up=9&gblog=118

    แพนเค้ก
    http://www.bloggang.com/mainblog.php...up=9&gblog=152

    ดิปทูน่า
    http://www.bloggang.com/mainblog.php...up=9&gblog=151
    บางครั้งการทำถูก ก็ไม่ใช่เป็นการทำสิ่งที่ถูก



    ffxcom.multiply.com

Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •